“เขาว่ากันว่าการออกไปเจอโลกกว้างทำให้เห็นอะไรต่างไปจากมุมเดิม
และยิ่งได้เห็นคนที่เก่งกว่า ก็ยิ่งรู้ว่าการเติบโต…เริ่มต้นจากการก้าวออกจากพื้นที่เดิมของตัวเอง”
ประโยคนี้สะท้อนความรู้สึกของเราได้ดีมาก
ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 ที่เราได้มีโอกาสออกไปเข้าร่วมงานคิวโดนอกประเทศไทย เป็นงาน 2nd Asia
Oceania Kyudo Gathering ที่จัดขึ้น ณ ประเทศมาเลเซีย
ปีนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 12 ทีม ได้แก่
สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย จีน (Gorin Kan) จีน (Seikoku) ไทย อินโดนีเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น
มาเลเซีย ไต้หวัน และเวียดนาม
งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–16 พฤศจิกายน 2025 โดยมีตัวแทนทีมตัวจากประเทศไทยได้แก่ :
Waris M.
Paolo M.
Pitiwat C.
Attasit S.
Merisa M.
Rustam K.
Kei Y.
Michael B.ครั้งนี้เราแพลนการเดินทางให้ไปถึงก่อนวันงานสองวัน เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนและเตรียมตัวให้
พร้อม เราเดินทางไปถึงในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน 2568 อากาศที่มาเลเซียช่วงนี้
คล้ายประเทศไทยเรา มีฝนโปรยบ้างเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคอะไรในการเดินทาง
จากสนามบินไปที่พักใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง เราเลือกพักที่โรงแรมใกล้สถานที่จัดงาน พอเช็กอิน
เรียบร้อย เราก็เดินทางปร่วมซ้อมที่โดโจของ Hiro-senpai ที่ชื่อว่า Hokusei-Kan Dojo
ต้องบอกว่า “เปิดโลกมากๆ”
เพราะอย่างที่รู้กันว่าประเทศไทยยังไม่มีโดโจถาวรเป็นของตัวเอง การได้ไปเห็นโดโจในต่างประเทศ
และไม่ใช่ญี่ปุ่นด้วย มันทำให้เราส่องดูรายละเอียดของโดโจบางอย่าง เช่น เขาเซ็ตสนามยังไง
ออกแบบอะไรไว้ตรงไหน เผื่อเอาไอเดียกลับมาคิดเรื่องโดโจในไทยบ้าง
โดโจที่ไปอยู่ในห้องแยกจากคอร์ตแบดมินตัน เดินเข้าไปแล้วเป็นระยะยิงมาตรฐาน 28 เมตร
ยิงได้พร้อมกัน 3 เลน มีห้องแต่งตัวสองห้อง แต่สิ่งที่เราประทับใจที่สุดคือ กล้องที่ดีเลย์ ประมาณ 15
วินาที แล้วก็ฉายภาพต่อให้เราเห็น พอเรายิงเสร็จ หันกลับมาก็ดูฟอร์มตัวเองย้อนหลังได้ทันที ไม่ต้อง
ส่องกระจกเหมือนที่ทำกันในไทยเลย ไอเดียนี้ดีมาก เรานี่คิดว่า…กลับไปต้องทำบ้าง ><
ที่โดโจ Hokusei-kan เราได้เจอเพื่อนจากหลายทีมที่ไม่ได้เจอกันนาน ตั้งแต่งาน South
East Asia Kyudo Gathering ที่จัดในไทยเมื่อสองปีก่อน งานที่อินโดนีเซียเมื่อปีที่แล้ว และบางคน
ก็เจอกันที่นาโกย่าในงาน seminar-shinsa เมื่อเมษายนที่ผ่านมา มันเหมือนการได้รียูเนียนกันแบบ
กลาย ๆ เลย
ทุกคนฟอร์มดีขึ้นกันหมด ได้แลกเปลี่ยนเทคนิค ได้คุย ได้แชร์ ทั้งเรื่องการยิง รวมถึงแนวคิดที่
แตกต่างกันไป การซ้อมของแต่ละประเทศ แล้วอย่างที่นี้เขาใช้แบคแบบไม่เหมือนไทยเลย เป็นอีกหนึ่ง
ไอเดียที่เราอยากเอากลับไปลองเหมือนกันหลังซ้อมเสร็จ Hiro-senpai ก็พาไปร้านอาหารใกล้ ๆ โดโจ ไปกันประมาณยี่สิบกว่าคน
บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮา แต่ก็ไม่ได้หนักจนเกินไป เพราะทุกคนต้องเก็บแรงไว้สำหรับ
งานในวันงานด้วย เสร็จแล้วก็แยกย้ายกลับที่พัก
เช้าวันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน 2568 เราไปเยี่ยมอีกหนึ่งโดโจคือ Wakagi Dojo ตามคำเชิญ
ของ Chris ที่เชิญมาทางประธานชมรมของเรา ถึงแม้วันนี้จะไม่ได้ลงยิง เพราะต้องเก็บแรงไว้สำหรับ
วันแข่งขันจริงในวันรุ่งขึ้น แต่ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีมากที่จะได้เห็นบรรยากาศและการจัดพื้นที่ของโดโจ
แห่งนี้ Wakagi Dojo เพิ่งเปิดได้ไม่นาน เป็นโดโจที่เปิดโล่งมาก ให้ความรู้สึกโปร่งสบาย และไม่ได้
รองรับเฉพาะคิวโดเท่านั้น แต่ยังเปิดสำหรับ Western Archery ด้วย ทำให้มีความหลากหลายและ
บรรยากาศคึกคักไปอีกแบบ แสงที่นี่สวยมากจนถ่ายรูปออกมาดูดีทุกมุม แถมยังมีโซนตกแต่งสไตล์
ญี่ปุ่นเล็ก ๆ ที่ทำให้เราคิดถึงญี่ปุ่นขึ้นมาเลย
ที่นี้เราก็ได้เจอเพื่อนจากหลายทีมอีกครั้ง ได้ดูฟอร์มการยิงของแต่ละประเทศแล้วรู้สึกมีไฟขึ้น
มาเลย แบบว่าเห็นแล้วฮึด! อยากทำให้ดีกว่าเดิม ส่องฟอร์มกันจนพอใจแล้ว เราก็แอบแว้บไปเดิน
เที่ยวในเมืองกัวลาลัมเปอร์ต่ออีกนิดหน่อย ก่อนจะกลับโรงแรมไปพักผ่อนและเตรียมตัวให้พร้อมที่สุด
สำหรับวันงานจริงที่กำลังจะมาถึง
วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันงานวันแรก บรรยากาศตอนเช้าคึกคักตั้งแต่เริ่มลง
ทะเบียน เวลา 9:00 น. ช่วงนี้เป็น Free Practice ให้ทุกคนลงมาซ้อมและวอร์มร่างกายก่อนการ
แข่งขันจริงได้ ทุกทีมตั้งใจกันมากๆ
ไฮไลท์ของวันนี้คือ การแข่งขันทีม
ตัวแทนทีมไทยทั้งสามคน ได้แก่Pitiwat C.
Attasit S.
Waris M.
(เรียงตามลำดับการยืน)
การแข่งขันเริ่มช่วงบ่าย และครึ่งแรกทีมไทยทำคะแนนได้ดีมาก จนพอมีลุ้นขึ้นติดอันดับต้น ๆ
เสียงเชียร์ดังลั่นทุกครั้งที่มีคนยิงได้ วริศทีมไทยได้ไคจู(ยิงเข้าสี่นัดติด)คนแรกเสียงปรบมือดังยาว
มาก บรรยากาศฮึกเหิมสุด ๆ
การแข่งขันแบบทีมจะมีเวลา 7 นาที 30 วินาที สำหรับยิงครบทุกลูก (รวม 12 ลูก คนละ 3
ลูก ) มี 3 ใน 5 รอบ ที่เสียงกระดิ่งเตือนแล้วแต่เรายังยิงไม่ครบก็มี ทำเอาลุ้นกันตัวเกร็งสุดๆ มีรอบ
หนึ่งที่เหลือเวลาแค่ 2 วินาทีก่อนหมดเวลา ยิ่งทำให้บรรยากาศตื่นเต้นไปใหญ่
แต่ในช่วงครึ่งหลัง ทีมอื่นเริ่มตีตื้นขึ้นมาได้ และสุดท้ายทีมไทยไม่ได้ติดอันดับ แม้อยู่กลางตาราง แต่ก็
ถือว่าสู้เต็มที่มากแล้ว
สำหรับเรา คะแนนของไทยในปีนี้ไม่น้อยเลย ถ้าเป็นงานระดับ South East Asia แบบปีก่อน
คะแนนระดับนี้คงติดอันดับแน่ ๆ แต่ปีนี้เป็นงานระดับ Asia–Oceania คู่แข่งเพิ่มขึ้นกว้างขึ้น ฝีมือก็
หลากหลายขึ้น เห็นชัดเลยว่าทีมไทย “ซ้อมกันน้อยจริง ๆ” เมื่อเทียบกับหลายประเทศ ความจริงจังใน
ภาพรวมยังต่างกันมาก
มันไม่ได้หมายความว่าทีมไทยเราไม่พยายามนะ
แต่เหมือนการวิ่ง ในขณะที่เราวิ่ง คนอื่นก็วิ่งเหมือนกัน
ต่างกันก็แค่ “ใครวิ่งได้เร็วกว่าและไกลกว่า” เท่านั้น
การแข่งขันทีมครั้งนี้ให้ประสบการณ์เยอะมาก ทั้งกับคนที่ลงแข่งและคนที่ยืนเชียร์อยู่ข้างสนาม
ความรู้สึกมันทั้งชา ทั้งหนัก ทั้งเข้มข้นจนบอกตัวเองได้เลยว่า “นี่แหละ…การแข่งขันจริง ๆ”ไม่ใช่แค่การยิงทั่ว ๆ ไป แต่เป็นเวทีที่ทุกทีมงัดศักยภาพทั้งหมดออกมา ไม่มีใครมาเล่นๆ ทุกคนมา
เพื่อแข่งเพื่อทดสอบตัวเองจริง ๆ และทุกทีมทำได้ดีมาก ๆ
บางคนถามว่า “แข่งไปแล้วได้อะไร?”
เราเชื่อว่าการฝึกคนเดียวก็ทำให้พัฒนาได้จริง แต่การอยู่ในโลกใบเดิม ไม่ได้เจอคู่แข่ง ไม่ได้เห็นคน
อื่นที่พยายามเหมือนกัน มันทำให้เราหยุดอยู่กับที่โดยไม่รู้ตัว
การแข่งขันไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะใคร แต่เป็นกระจกที่สะท้อนว่าเรายืนอยู่ตรงไหน และยัง
ไปได้ไกลอีกแค่ไหน มันคือเชื้อไฟที่ปลุกให้เราก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง
เราไม่เห็นด้วยเลยกับคำถามที่ว่า “แข่งทำไม? แข่งเพื่ออะไร? คิวโดแข่งกับตัวเองไม่ใช่เหรอ?”
เราคิดว่า ถ้าอยากพัฒนา ถ้าอยากเติบโต เราต้องมีแรงผลักบางอย่าง และสำหรับเรา การแข่งขันคือ
หนึ่งในแรงผลักนั้น
การแข่งขันทำให้เราเก่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้น และเห็นตัวเองชัดขึ้น
นี่แหละ…สิ่งที่เราได้จากการแข่ง.
วันนี้จบลงด้วย
Asia Cup
1st place All Nippon Kyudo Federation, Japan
2nd place Taiwan Kyudo Association, Chinese Taipei
3rd place Gorin Kan, China
Southeast Asia Cup
1st place Malaysia Kyudo Association, Malaysia Asia Cup
จบวันนี้พวกเรา เหล่าตัวแทนจาก SKK ก็ไปทานข้าวเย็นกันแถวๆที่พัก จบวันแยกย้ายกันพักผ่อนวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เป็นวันงานวันที่สอง การแข่งในวันนี้เป็นการแข่งประเภท
เดี่ยว
เริ่มต้นแข่งด้วยผู้ที่ไม่มีดั้งจนไปถึงผู้ที่มีดั้งสูง ยิงทั้งหมด 8 ลูก รอบละ 4 ลูก การแข่งค่อนข้างเข้มข้น
เมื่อมาถึง ผู้ที่อยู่ดั้ง 2 ขึ้นไป
บรรยากาศการเชียรเสียงดังมากถ้ายิงเข้าก็จะโกน“โย้ช!”แต่ละประเทศแข่งกันตะโกน มันทำให้มีไฟ
เวลายิงมากๆ
เราค่อนข้างชอบดูคนที่ดั้งสูงๆยิง ยิ่งเวลาเตรียมตัว การเดินการนั้งการลุก ความนิ่งของแต่ละ
ดั้งค่อนข้างต่างกันมาก ยิ่งดั้งสูงๆ เวลาเดิน เหมือนเดินลอยไปข้างหน้า สง่างามมากเลย ปรกติจะเห็น
การแข่งแบบนี้ในช่องทางออนไลน์ ผ่านหน้าจอ แต่พอมาอยู่ในสนามจริง เห็นบรรยากาศสัมผัสด้วย
ตัวเองแล้ว ขนลุกซู่อยู่เหมือนกันนะ การแข่งขันจบลงที่
1st Tomonari Okoshi, Japan
2nd Sian-Hua Tan, Chinese Taipei
3rd Hiroto Ikeshita, Japan
4th William Adriano, Indonesia
5th Ru Jin Heng,China
หลังจากจบการแข่งขัน เป็นการแยกซ้อม ใครอยากจะซ้อมก็สามารถทำได้ ช่วงเวลานี้ให้
ความรู้สึกว่าเป็นงาน Gathering มากๆ ผลัดกันแลกเปลี่ยนความรู้และให้คำแนะนำซึ่งกันและกันช่วงนี้เองเราก็ไปขอให้เซนเซแต่ละท่านช่วยแนะนำการซ้อม ช่วยให้ดูฟอร์มการยิง เรียกว่าเป็นช่วง
เวลาของการกอบโกยความรู้เลยทีเดียว เรารู้สึกได้เลยว่าฟอร์มการยิงของเราพัฒนาขึ้นจริงๆ ได้อะไร
กลับมามากมาย
หลังจากพิธีมอบรางวัล ทุกคนก็แยกย้ายกันไปพักผ่อน ก่อนจะกลับมาพบกันอีกครั้งในงาน
เลี้ยงช่วงเย็น บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ช่วงเวลาที่ดี และความทรงจำที่อบอุ่นมากมายจาก
การเข้าร่วมครั้งนี้เป็นช่วงเวลาที่เราจะจดจำไปอีกนาน..
เราได้เพื่อนใหม่เยอะมาก ได้มุมมองและความรู้ใหม่ ๆ จากเพื่อนต่างชาติ และนี่แหละคือเสน่ห์
ของคิวโด สำหรับเรา ไม่สำคัญเลยว่าคุณจะมาจากประเทศไหน ภาษาไหน วัฒนธรรมไหน ถ้ามีสิ่ง
ที่รักเหมือนกัน เราก็สามารถสนิทกันได้ง่ายเหลือเกิน
สิ่งที่เราชอบมากที่สุดคือ ทุกครั้งที่มีอีเวนต์ใหญ่ เราจะได้เจอเพื่อนกลุ่มเดิมเสมอ และก็จะมี
เพื่อนใหม่เพิ่มเข้ามาเรื่อย ๆ ถึงแม้สังคมคิวโดจะเล็ก แต่ก็ทำให้ใจฟูทุกครั้งที่ได้พบหน้ากันอีก ได้เจอเพื่อนจากหลายประเทศ ทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่ มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่น สบายใจ และมีความ
หมายมากจริง ๆ
สำหรับเรา…งานครั้งนี้ทำให้ได้คิดอะไรหลายอย่างมากๆ
คิวโดคือเส้นทางที่ใครเลิกก่อน…คนนั้นแพ้
ระหว่างที่คุณวิ่ง อย่าลืมว่าทุกคนก็วิ่งเหมือนกัน แต่จะเป็นใครกันที่ “วิ่งต่อได้ไกลกว่า”
เราหวังว่าในอนาคตชมรมจะจริงจังกับการซ้อมมากขึ้น
จะมีสมาชิกรุ่นใหม่ ๆ ที่กล้าก้าวเข้ามา กล้ายืนในสนามเดียวกัน และกลายเป็นแรงผลักที่ทำให้ชมรม
เติบโตไปข้างหน้า
ไม่ใช่แค่คนใดคนหนึ่ง
แต่ “ทุกคน” สามารถก้าวขึ้นมายืนในจุดที่เป็นตัวแทนประเทศได้
ถ้าพยายามพอ ถ้าไม่ยอมแพ้ และถ้าวิ่งต่อไปให้ถึงที่สุด
นี่แหละคือพลังของคิวโดที่เราเชื่อ
Author : Merisa M.